ซีรีส์วัยรุ่นฝรั่ง I’M NOT OKAY WITH THIS เล่าถึง ซิดนีย์ โนแวค สาวไฮสคูลใช้ชีวิตอยู่กับแม่เพียงลำพัง

ซีรีส์ I’M NOT OKAY WITH THIS เล่าถึง ซิดนีย์ โนแวค (โซเฟีย ลิลลิส) สาวไฮสคูลใช้ชีวิตอยู่กับแม่เพียงลำพังหลังผ่านเหตุการณ์เลวร้ายที่พ่อของเธอฆ่าตัวตาย และในขณะที่ชีวิตเดินมาสู่จุดเปราะบางที่สุด ดีนา (โซเฟีย ไบรแอนต์) เพื่อนสาวสุดฮอตของ ซิดนีย์ ก็ดันไปหลงผู้จนลืมเธอซะงั้น เมื่อเพื่อนสนิทแยกตัวเธอก็ได้ผูกสัมพันธ์กับ สแตนลีย์ (ไวแอต โอเลฟฟ์) หนุ่มข้างบ้านเพี้ยน ๆ ที่คลั่งไคล้กัญชากับสื่อบันเทิงวินเทจอย่างม้วนเทป VHS และยิ่งใกล้เข้าสู่งานเต้นรำของโรงเรียน ซิดนีย์ ก็ค้นพบพลังจิตที่มีอำนาจทำลายล้างทุกครั้งที่เธอรู้สึกโกรธ จนเธอและแสตนลีย์ต้องหาทางควบคุมมันก่อนจะมีคนต้องตายเพราะอารมณ์เกรี้ยวกราดสุดรุนแรงของเธอ

เดิมที I’M NOT OKAY WITH THIS เป็นคอมิกมาก่อนเขียนโดย ชาร์ลส์ เอส ฟอร์แมน ซึ่งแม้ไม่เคยอ่านคอมิกมาก็ยอมรับเลยว่าตัวเรื่องมีความน่าสนใจอยู่แล้ว เหมือนเอา แครี สาวสยอง (1976) หนังสยองขวัญสุดดังของไบรอัน เดอ พาลมา มาต่อยอดผสมกับดรามาในโรงเรียน แต่ทีนี้พอมันถูกนำมาเล่าโดย โจนาธาน เอนต์วิสเซิล ที่พยายามจะยัดไอ้ความเป็น The End of The Fxxxing World ตั้งแต่โทนภาพสีซีด ๆ หรือฟอนต์ชื่อเรื่องพร้อมแอกติงตาย ๆ และเสียงบรรยายเรื่องของซิดนีย์ ก็ยอมรับเลยว่ามันทำให้ซีรีส์ดูผลักออกห่างจากคนดูมากกว่าจะทำให้อินเหมือนซีรีส์ฮิตของเขาก่อนหน้านี้

โดยสาเหตุสำคัญคงมาจากนักแสดงอย่าง โซเฟีย ลิลลิส เองที่ไม่ได้เปล่งประกายเสน่ห์เหมือนใน IT ภาคแรกเท่าที่ควร แล้วยิ่งองค์ประกอบต่าง ๆ ไม่ค่อยเอื้อให้เห็นเสน่ห์ของเธอแล้ว บางครั้งคนดูก็เหมือนขาดสิ่งจรรโลงใจทางสายตาไปโดยปริยาย ยังดีที่ได้ โซเฟีย ไบรแอนต์ ในบทดีน่าที่ยอมรับเลยว่าเธอเป็นสาวผิวสีที่ฮอตมากจริง ๆ ส่วนฝั่งชายหนุ่มก็ต้องยอมรับว่าบท สแตนลีย์ ของ ไวแอต โอเลฟฟ์ ช่วยทำให้ซีรีส์ดูสนุกขึ้นมาก แม้จะเป็นบทที่ดูสมทบแบบดูจบแล้วลืมก็เถอะ แต่เห็นว่า 2 ย่อหน้านี้พูดเรื่องนักแสดงแล้วจะหาว่าผมไม่ยอมเปิดใจดูซีรีส์ทั้งเรื่องนะครับ เพราะย่อหน้าต่อไปเราจะมาวิเคราะห์กันว่า ซีรีส์มันพลาดจุดไหนถึงทำให้เกิดอาการไม่สุดบ้าง

ประการแรกเลยคือ การพูดถึงพลังของซิดนีย์ ที่เหมือนจะสร้างความสยอง ความสะพรึงให้คนดู ก็กลับถูกนำเสนอแบบผ่าน ๆ เป็นซีน ๆ เพื่อให้เรื่องราวชวนง่วงเหงาหาวนอนดูมีอะไรขึ้นมาบ้าง แต่กว่าซีรีส์จะโยงไปสู่อดีตของตัวละครและมา “ป๊ะเท่งทึง” ก็มาซะตอนเกือบจบ แถมในซีซันนี้พลังจิตของซิดนีย์ก็ยังไม่ค่อยส่งผลกับความสัมพันธ์ของเธอกับคนรอบข้างเท่าไหร่ ซึ่งหากเทียบกับซีรีส์ฮิตของโจนาธาน เอนต์วิสเซิลอย่าง The End of The Fxxxing World เราจะพบเลยว่าความสัมพันธ์ของตัวละครเอกที่คาดเดาไม่ได้ช่วยให้เราสนุกกับการดูได้ตลอดโดยไม่ต้องมีฉากทำลายล้างทุกตอนหรือตลอดเวลาเลยด้วยซ้ำ

ประการต่อมาอันนี้อาจจะต่อเนื่องจากเรื่องการแคสต์นักแสดงอย่างที่กล่าวไปแล้วคือการที่ซีรีส์พยายามโยงเข้าสู่เรื่องของการค้นหาเพศสภาพในช่วงวัยรุ่น ที่พอเอาโซเฟีย ลิลลิส มาตัดผมสั้นในวัยที่เธอเริ่มมีอายุเกินวัยรุ่นเฮ้ว ๆ แบบตอน IT ภาคแรกแล้วก็ยิ่งทำให้เราไม่ค่อยอยากจะค้นหาหรือเติบโตไปพร้อมนางเอกนักเพราะในเรื่องตัวละครอย่าง ซิดนีย์ จะไม่ได้ถูกตีตราว่าเป็นเลสเบียนหรือไบเซ็กชวลเลย เพราะเธอเองก็ค้นหาอารมณ์โรแมนติกทั้งระหว่างผู้หญิง และผู้ชายไปพร้อม ๆ กัน การที่ตัวละครมาพร้อมภาพลักษณ์แบบทอมบอยก็เลยพลอยทำให้คนดูหนุ่ม ๆ อยากเบือนหน้าหนี ยิ่งทั้งเรื่องเธอต้องทำหน้าบูด ๆ บึ้ง ๆ ด้วยแล้วนะ โอ้โหต่อให้มี 8 ตอนก็แทบอยากหยุดดูไปเสียตั้งแต่จบ 3 ตอนแรกซะงั้นน่ะ อ่านต่อ

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *