รีวิวซีรีย์ Into The Night บินสู่ความมืดมิด เริ่มจาก ทหารจากนาโต้ คนหนึ่งแย่งปืนเจ้าหน้าที่สนามบิน

เรื่องย่อ Into The Night  ทหารจากนาโต้ คนหนึ่งแย่งปืนเจ้าหน้าที่สนามบินแล้วบังคับให้เครื่องบินที่เพิ่งเปิดให้ผู้โดยสารขึ้นได้ไม่กี่คนออกบินทันที เขาสติแตกบังคับให้บินไปทิศตะวันตกเพื่อหนีเวลากลางวัน และบอกว่ากำลังช่วยชีวิตทุกคนบนเครื่องอยู่ ทหารจากนาโต้ ได้บอกอีกว่า เพราะตอนนี้เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่ใครก็ตามที่ถูกดวงอาทิตย์สาดส่องจะต้องตายทันที!

เรื่องย่อข้างต้นคงทำให้ใครที่อ่านน่าจะสนใจซีรีส์พลอตไซไฟเจ๋ง ๆ แบบนี้ได้ไม่ยาก ลองนึกภาพว่าถ้าแสงอาทิตย์ทำให้คนตายได้แล้วคุณอยู่บนเครื่องบินที่ต้องบินหนีไปทางตะวันตกเรื่อย ๆ โดยคำนวณเวลาและปริมาณน้ำมันเพื่อแวะเติมและหนีช่วงเช้าไปเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันก็ได้แต่ดูข่าวว่าผู้คนที่อยู่บนพื้นก็ทยอยตายลงเรื่อย ๆ ไล่จากฝั่งเอเชียมาแบบว่าถึงจะหลบในอาคารไม่โดนแสงโดยตรงก็ยังไม่รอด นี่คงเป็นอวสานโลกแบบไม่ต้องสงสัย คือแค่ไอเดียเรื่องก็น่าสนุกแล้วล่ะ

โดยนี่เป็นซีรีส์สัญชาติเบลเยียม ที่มีความนานาชาติมากเพราะตัวละครจากต่างที่จำเป็นต้องใช้ภาษาสื่อสารกันหลากหลายมากทั้งฝรั่งเศสที่เป็นภาษาหลักของเรื่อง แล้วยังมีภาษาอังกฤษ อิตาลี รัสเซีย อาหรับ ตุรกี โปแลนด์ ใช้เล่นได้อีก ความโชคดีคือเราได้อ่านซับไทยทั้งหมดโดยไม่ต้องสนใจว่าตัวละครพูดภาษาอะไรกัน และในแต่ละตอนจะใช้ชื่อตัวละครเป็นชื่อตอนเพื่อขยายปมในตัวละครตัวนั้น ซึ่งทั้งไอเดียทั้งคอนเซ็ปต์ตัวละครนานาชาติเป็นตัวตั้งต้นที่น่าสนใจให้น่าจะทำซีรีส์ออริจินัลเน็ตฟลิกซ์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก ยิ่งได้ครีเอเตอร์ที่ผลงานดีอย่าง เจสัน จอร์จ ที่เคยอำนวยการผลิตซีรีส์ดี ๆ อย่างซีรีส์ญี่ปุ่น The Naked Director และซีรีส์เจ้าพ่อยาเสพติด Narcos มาคุมการผลิตและเขียนบทด้วยตนเองแบบนี้ด้วยก็ไม่แปลกที่ใคร ๆ ก็คงพูดถึงซีรีส์นี้

ทว่าส่วนผสมตั้งต้นดี ๆ ที่ว่ามาก็มายับเยินจากปัญหาการสร้างตัวละครที่ทุกตัวเหมือนคนมีอาการทางจิต อารมณ์กับตรรกะเหตุผลเปลี่ยนเป็นว่าเล่นแทบทุกนาที และเป็นกับทุกตัวละครหลัก จนเราไม่สามารถคาดเดาหรือยึดสายตาตัวละครไหนแทนตัวเราในการติดตามเรื่องได้เลย ปัญหาที่ว่ามานี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนแรกยันตอนที่ 6 อันเป็นตอนสุดท้ายของซีซันแรก โดยที่ชื่อตอนที่เอามาจากตัวละครก็ไม่ได้เป็นว่าตัวละครนั้นจะเป็นพระเอกหรือเปลี่ยนมุมมองเป็นตัวละครนั้นในแต่ละตอนแต่อย่างใด เพียงเพิ่มฉากภูมิหลังตัวละครนั้นเข้ามานิดหน่อยแล้วก็เล่าเรื่องปกติต่อไปแบบเสียของมากที่อุตส่าห์ตั้งชื่อตอนเป็นตัวละคร และกับความยาวแต่ละตอนแค่ 40 นาทีโดยประมาณที่แค่เหตุการณ์ก็ขับเคลื่อนเรื่องได้มากพอแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าจำเป็นต้องใส่การเปลี่ยนแปลงตัวละครไปมามากมายขนาดนี้ทำไมเช่นกัน พูดแบบนี้ก็จะหาว่าอคติในการรับชมมากเกินไปต้องขอยกตัวอย่างพอให้เห็นภาพนิดหน่อย

ตัวละคร ซิลวี่ อดีตทหารที่เพิ่งสูญเสียแฟนจากโรคร้ายเธอเอาเถ้ากระดูกของเขามาขึ้นเครื่องเพื่อไปโรยกระดูก ซึ่งเธอน่าจะเป็นตัวละครที่แทนสายตาผู้ชมมากสุดแล้วทั้งบทที่ชงให้เธอทั้งซีซันและชื่อเธอที่เป็นชื่อตอนแรกด้วย แต่แค่ฉากแรกเมื่อเธอตกอยู่ในสถานการณ์มีคนถือปืนบุกขึ้นเครื่องมาและร้องขอให้ใครก็ได้ที่เคยขับเครื่องบินมาช่วยนักบินอีกคนขับ เธอก็รีบเสนอตัวเพราะเคยขับเฮลิคอปเตอร์มาก่อนทันทีแบบไม่ลังเล แต่พอเข้าไปห้องนักบินได้สักพักเธอก็เพิ่งนึกได้ว่า เฮ้ยอย่าไปยอมมันสิ ให้มันยิงฉันเลย แต่นักบินอย่าเอาเครื่องขึ้นนะ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความไม่แน่นอนของคาแรกเตอร์ตัวละครอย่างซิลวี่เท่านั้น ยิ่งฉากหลัง ๆ ที่นักบินมีปัญหาและซิลวี่ต้องเลือก 2 ตัวละครมาช่วยจับนักบิน เธอก็ใช้ตรรกะที่ดีของเธอเลือกคู่กัดที่เพิ่งมีปัญหาขนาดไล่ให้อีกคนลงจากเครื่องไปตายมาช่วยกัน ซึ่งหนึ่งในคนนั้นเป็นชายแก่ ๆ ดูอ่อนแอเกินจะมาจับใครได้ และทั้งที่บนเครื่องมีผู้ชายตัวใหญ่ ๆ ไม่มีปัญหากันให้เลือกอีกมาก แต่ซิลวี่ก็ไม่เลือกครับ และคู่ที่มีปัญหากันนี้ก็รีบมาช่วยกันแบบไม่มีแง่งอนกันด้วย ร่วมมือกันดีมาก เราก็คิดว่าเออดีจะฆ่ากันเมื่อไม่กี่นาทีก่อนตอนนี้รักกันดีละจะได้ร่วมมือร่วมใจกันทั้งเครื่องเสียที แต่ป่าวครับ เขาก็ร่วมมือกันตามบทแค่ฉากนี้ล่ะ แล้วก็กลับไปมีปัญหากันต่อ อ่านต่อ 

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *