รีวิวซีรีส์สืบสวน The Victims’ Game สืบสวนสะเทือนขวัญ เจาะจิต ปิดเกมล่าเหยื่อ

รีวิวซีรีส์สืบสวน The Victims’ Game สืบสวนสะเทือนขวัญ เจาะจิต ปิดเกมล่าเหยื่อ

The Victims Game เจาะจิต ปิดเกมล่าเหยื่อ หนังสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องของ Netflix จาก ทีมผู้สร้างไต้หวัน ผ่านโลกของตัวเอกนิติเวชที่เป็นโรค แอสเพอร์เกอร์ บกพร่องทางการรับรู้อารมณ์ จนเข้าสังคมกับใครไม่ได้ แต่เต็มไปด้วยปรัชญาชีวิตลึกซึ้งคมคายในแบบเอเชีย โดยที่ยังชวนสยองระทึกขวัญไปพร้อมกัน

ซีรีส์เรื่องนี้ตัวเอก “ฟางอี้เริ่น” เป็นตำรวจนิติเวชที่มีความสามารถวินิฉัยอะไรต่างๆ ได้ละเอียดมาก แต่เบื้องลึกมาจากการที่เขาเป็นโรค แอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s Disorder) โรคบกพร่องทางพัฒนาการกลุ่มเดียวกับออทิสติก มีลักษณะบกพร่องในการเข้าสังคมปกติ ไม่สามารถรับรู้เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นได้ ทำให้ตอบสนองกลับไปแบบผิดความหมาย ตัวเขาเองจึงหมกหมุ่นอยู่กับงานมากกว่าคนปกติหลายเท่า แรกๆ ดูอาจจะรู้สึกว่าตัวละครนี้น่ารำคาญมากถึงมากที่สุด ดูล้นๆ เหมือนแสดงเกินเบอร์ทางอารมณ์ไปเยอะ แต่รับรองว่านี่เป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมและเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ที่จะพาคนดูค่อยๆ ดิ่งลึกลงไปยังจุดดำมืดที่สุดของเรื่องราวทั้งหมด ที่ทุกตัวละครมีความหมายลึกซึ้งคมคายกับชีวิต แม้ภาพรวมโทนเรื่องจะเป็นการสืบสวนไล่ล่าฆาตกรรมต่อเนื่องหฤโหดก็ตามที

เรื่องราวเปิดมาเป็นคดีฆาตกรรมสุดสยอง เหยื่อถูกละลายด้วยกรดจนเสียชีวิต ตัวเอก “ฟางอี้เริ่น” เข้ามาตรวจพื้นที่ แล้วก็พบกับหลักฐานบางอย่างที่ชี้นำไปถึงลูกสาววัย 17 ปี ของเขาที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานและหายตัวไปหลังหย่าร้างกับภรรยา ซึ่งบทนำตอนแรกของเรื่องนี้ถูกใช้เป็นแม่แบบในการเล่าเรื่องทุกตอนลักษณะเดียวกันคือ เปิดมาตอนต้นจะเป็นการพบเจอซากของเหยื่อรายใหม่ ที่ตายด้วยวิธีพิสดารต่างกัน รวมถึงมีแมสเซจบางอย่างหลงเหลือไว้ในที่เกิดเหตุ ให้ฟางอี้เริ่นได้ปะติดปะต่อเรื่องราวในคดีที่เชื่อมโยงไปถึงอดีตของเขากับลูกสาว และด้วยสถานะตำแหน่งรุ่นพี่นิติเวช เขาจึงเข้าถึงหลักฐานและตัดตอนทุกอย่างไม่ให้สาวถึงลูกสาวที่สูญหายไปได้ พระเอกในเรื่องนี้จึงถือว่ากระทำความผิดและกลายเป็นอาชญากรซ่อนกายคนหนึ่งในสถานีตำรวจแห่งนี้ ที่เรื่องเดินไปแบบให้เขาลงไปสืบสวนในที่เกิดเหตุเองแบบลับๆ ล่อๆ เพราะไม่ได้มีหน้าที่สืบสวนโดยตรง และด้วยการที่เขาเป็น แอสเพอร์เกอร์ ทำให้การเข้าไปพูดคุยกับผู้คนแปลกหน้าเป็นอะไรที่ยากลำบากยิ่งกว่าการหาหลักฐานพยานวัตถุมาพิสูจน์ซะอีก

อีกด้านหนึ่งหนังพาเราไปพบกับตัวละครนักข่าวสาว “ชูไห่ยิน” ที่เข้ามาติดตามหาข่าวคดีนี้ด้วยวิธีนอกกรอบแบบไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น เธอเป็นเหมือนนางเอกของเรื่องนี้ในทางหนึ่ง แต่เรื่องราวไม่ได้เดินไปในทางโรแมนติกใดๆ ทั้งสิ้น บทของชูไห่ยินเป็นเหมือนการนำเสนอโลกอีกด้านของคดีฆาตกรรมในมุมนักข่าว ตัวละครนี้แม้ภาพลักษณ์ตอนแรกอาจจะดูใส่มาเพื่อเน้นสวยเซ็กซี่

แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ เราจะได้เห็นว่าหนังไม่ได้นำจุดนี้มาใช้ล่อหลอกให้คนมาติดตามดูเลย แต่เป็นเรื่องราวที่เข้มข้นของการทำงานขุดคุ้ยข่าวที่หลายๆ อย่างเปราะบางและกระทบต่อสังคม เธอจะเป็นตัวละครที่เดินคู่กับพระเอก และเป็นตัวแทนคอยพูดคุยเติมเต็มส่วนที่พระเอกทำได้ลำบากอย่างการโน้มน้าวใจผู้คนให้เปิดเผยเรื่องราวที่ปิดซ่อนอยู่ในใจออกมา และตัวเธอเองก็ก็มีปมปริศนาในอดีต เป็นหนึ่งในคำตอบของเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ส่วนในมุมของตำรวจเรื่องถูกเล่าโดยตัวละคร หัวหน้าตำรวจสืบสวน “ควาน” ที่พึ่งรับตำแหน่งนี้ และก็ประเดิมด้วยคดีแรกที่สุดพิสดาร หมิ่นเหม่และท้าทายตำแหน่งใหม่ของเขามากเช่นกัน ซึ่งควานจะเป็นตัวละครที่แสดงการทำงานของตำรวจร่วมกับนิติเวชเพื่อคลี่คลายคดี แต่มีกระบวนการทำงานแตกต่างกันมาก มีความขัดแย้งเห็นไม่ตรงกันหลายอย่าง ระหว่างเซ้นส์ของการสืบสวนกับหลักฐานที่เก็บพิสูจน์มาและอาจจะถูกบิดเบือนได้อย่างในกรณีของเรื่องนี้ที่ “ฟางอี้เริ่น” ตัวเอกของเรื่องตั้งใจปกปิดบิดเบือนหลักฐาน ควานจึงเป็นตัวละครที่ทั้งสืบไล่ล่าฆาตกรกับตามรอยความจริงที่ถูกปกปิดไว้พร้อมกัน และในอีกมุมหนึ่งลูกน้องของเขาเองก็แอบทำงานลับๆ ให้กับนักข่าว “ชูไห่ยิน” ด้วยเช่นกัน

ตัวละครหลักนี้เป็นเมนหลักของเรื่องที่ต้องการให้เห็นโลกของการทำงานของ ตำรวจ นิติเวช นักข่าว ที่ทุกฝ่ายมีเป้าหมายเดียวกันคือคลี่คลายความจริงออกมา แต่มีวิธีการทำงานและปัญหาอุปสรรคแตกต่างกัน ก็ต้องมาทำงานร่วมกันในหลายแง่มุม หนังนำเสนอโลกตรงนี้ออกมาได้อย่างละเอียด เผยให้เห็นความสัมพันธ์ในแบบสมจริง ซึ่งต้องบอกว่าตัวเรื่องนี้งานโปรดักชั่นใส่ใจในรายละเอียดมากทุกจุด เราจะได้เห็นการเผยเบื้องหลังงานสร้างทุกตอนต่อจากท้ายเอนด์เครดิต ความยาวประมาณ 10 นาที แนะนำว่าควรดูร่วมกันทุกตอน เพราะจะทำให้เข้าใจอะไรลึกซึ้งขึ้นอีกมาก (แม้ว่าตัวเรื่องจะเผยออกมาแล้ว)

ซึ่งตั้งแต่บท วิธีการพูด คิด กระทำ การจำลองกายภาพศพที่ตายแบบพิสดาร ทุกอย่างในเรื่องมีการใช้บุคคลมืออาชีพที่ทำงานด้านนี้จริงๆ ลงมาให้ข้อมูลช่วยปรับรุงแก้ไขให้ดีที่สุด ตลอดเวลาที่เราดูจะสังเกตุได้ถึงความสมจริงใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตลอดเวลา แม้กระทั่งการแสดงอารมณ์ที่ควรจะเป็นของตัวละคร ยกตัวอย่าง บรรณาธิการข่าวจะรู้สึกยังไงเมื่อมีเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญ ที่ต้องยิ้มลึกๆ แบบยินดีปรีดากับข่าว มากกว่าความสลดหดหู่ในกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และด้วยความใส่ใจในรายละเอียดมากแบบนี้ จึงทำให้หนังมีความรู้สึกสมจริงมาก แม้ว่าเรื่องราวจะโอเว่อร์เกินจริงกับคดีฆาตกรรมที่ยิ่งตามรอยยิ่งใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ  อ่านต่อได้ที่

 

 

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *