รีวิวภาพยนตร์ไซไฟ Interstellar – ทะยานดาวกู้โลก ผู้กำกับ คริสโตเฟอร์

เรื่องย่อหนัง Interstellar  ภาพยนตร์ไซไฟ สุดยิ่งใหญ่โดยฝีมือของผู้กำกับคนดังอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลนผู้สร้าง The Dark Knight, Inception และภาพยนตร์ชื่อดังอีกมากมาย เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อโลกกำลังเผชิญภาวะวิกฤติ พืชผลขาดแคลนอย่างหนัก ประชากรเริ่มประสบภาวะแร้นแค้น ต้องการความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งจึงตัดสินใจ สร้างปฎิบัติการสุดเหลือเชื่อ ด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ โดยการเดินทางผ่าน “โพรงหนอน”ที่สามารถเชื่อมมิติเวลานี้สู่อวกาศอันกว้างไกลเพื่อหา “บ้านแห่งใหม่” ให้มนุษยชาติในยามที่โลกถึงวาระสุดท้าย

รีวิวภาพยนตร์ไซไฟ Interstellar - ทะยานดาวกู้โลก ผู้กำกับ คริสโตเฟอร์

ผลงานการเขียนของสองพี่น้อง โจนาธาน และ คริสโตเฟอร์​ โนแลน ที่นำเสนอเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อในการหาทางออกเมื่อโลกเข้าตาจน! ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นเรื่องนี้แต่งอิงหลักทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าสามารถเป็นจริงได้! เรื่องนี้ได้นักแสดงมากฝีมือย่าง แมทธิว มทธิว แม็คคอนอเฮย์ เจ้าของรางวัล Oscar (Dallas Buyers Club), แอนน์ แฮทธาเวย์ (เจ้าของรางวัล Oscar Les Miserables), เจสสิก้า แชสเทน ผู้เข้าชิงรางวัล Oscar (Zero Dark Thirty), บิล เออร์วิน, เอลเลน เบอร์สติน และไมเคิล เคน เจ้าของรางวัล Oscar (The Cider House Rules) นอกจากนั้นยังมีเวส เบนต์ลีย์, แคซีย์ เอฟเฟล็ค, เดวิด ไกอาซี่, แม็คเคนซี่ ฟอย และโทเฟอร์ เกรซ ร่วมในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์นี้ด้วย!

ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจอะไรโดยเฉพาะงานภาพที่ถึงแม้จะจัดว่าดีมีความอลังการให้เห็นบ้าง แต่ว่าปีที่แล้ว Gravity จัดเต็มทำเอาไว้ได้ดีกว่าหลายขุม แล้วมันก็ไม่ได้จัดเต็มจอ IMAX ทั้งเรื่องด้วย(ดูที่พารากอนไม่แน่ใจว่าที่อื่นเหมือนกันหรือเปล่า) ถ่ายมาเฉพาะฉากเอาท์ดอร์ในอวกาศ พวกอินดอร์ในยานในบ้านก็ลดขนาดลงมาปกติสลับกันไปมา บวกกับเวลาเต็มจอแถบซับไตเติลภาษาไทยมันก็จะไม่ย้ายตามขอบเฟรมภาพและยังอยู่ที่เดิมให้เคืองตาเล่นโดยเฉพาะเวลาในฉากอวกาศสีเข้มๆ มืดดำนี่ทำให้คำว่า Spectacular แทบจะหายไปในทันที

…สปอยล์…
หนังก็ดูเพลินไปเรื่อยๆ มีตัวละครที่รู้สึกว่าอะไรของมึงว้า!! เช่นตัวละครของ Jessica Chastain กับ Casey Affleck ผลัดเปลี่ยนกันให้ปวดหัว แล้วก็รู้สึกคลิเชกับเซ็ตอัพช่วงแรกๆ อยู่บ้างแต่ก็เข้าใจว่าเลี่ยงลำบาก ถ้าไม่เลี่ยงหนังอาจยาวกว่านี้แล้วคงต้องเปลี่ยนมือให้ Lav Diaz มากำกับ(แซวๆ) ส่วนตัวก็ดูไม่เบื่อแต่ก็ไม่ได้สนุกเป็นพิเศษ แต่ยังคงรักษาความน่าสนใจที่พาให้รู้สึกถึงความตื่นเต้นที่กำลังจะมา(แต่ยังไม่มาสักที)เอาไว้ได้เรื่อยๆ จนมาถึงการหักมุมที่เหมือนว่าจะทำให้คนทั้งโรงฮือฮาไม่น้อยซึ่งมาพร้อมๆ การจากไปของตัวละครของ Michael Caine และการปรากฏตัวละครของ Matt Damon

ส่วนตัวชอบการเปลี่ยนผ่านของสองตัวละครนี้มากมันเหมือนเป็นตัวตายตัวแทนของคนหักหลังมนุษยชาติเหมือนกันที่นำมาตั้งคำถามสะเทือนมนุษยธรรมได้น่าสนใจดี แล้วมันก็ตลกดีที่รู้สึกว่าตัวละคร Dr.Mann ของ Matt Damon มันมีทั้งมิติที่ดีและความคลิเชในเวลาเดียวกัน แล้วคือฉากนั้นมันตลกจริงๆ แต่ก็ชอบในความเห็นแก่ตัวของมันมากๆ มันสะท้อนการสร้างความหวังความศรัทธาด้วยวิทยาศาสตร์ที่เป็นเครื่องมือให้มนุษย์ศึกษาเรียนรู้เพื่อการอยู่รอด ในมุมที่ว่าไม่ใช่โลกที่กำลังจะพินาศและไม่ใช่ความผิดพลาดทางทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่จะทำลายมนุษยชาติ แต่มนุษยชาติกลับ(เกือบ)ถูกทำลายด้วยการหักหลังของมนุษย์เพียงคนเดียวเสียเองได้น่าสนใจดี แล้วหนังก็ยังผลักดันต่อไปด้วยความเห็นแก่ตัวของพระเอก(Matthew McConaughey) ที่บังเอิ๊ญบังเอิญ…นำพาไปให้เจอบางอย่างที่คาดไม่ถึงถึงแม้คนทำจะสร้างคอนฟลิกต์จนยานพังให้น่าตื่นเต้นหวาดเสียวและพิศวงขนาดไหนแต่พ่อพระเอกก็รอดพ้นมาได้โดยแทบไม่มีรอยขีดข่วนและช่วยให้มนุษยชาติอยู่รอดจนกลายเป็นเสมือนวีรบุรุษ

บางอย่างที่ว่าซึ่งดูเหมือน Christopher Nolan บังเอิญพาพระเอกมาเจอก็คือ 5 มิติในอวกาศนี่แหละ(มันเรียกว่าอะไรหว่า?)ทำเอาตึงไปเลยกับความประหลาดพิศดารพันลึกที่ความรู้สึกมันก้ำกึ่งอยู่ระหว่างวิทยาศาสตร์หรือแฟนตาซี กระทั่งได้กลิ่นไสยศาสตร์ลอยกรุ่นอยู่หน่อยๆ ซึ่งไม่คิดว่าคนทำจะพาหนังไปไกลขนาดนี้ แต่เสียดายที่ไม่ได้พาคนดูอย่างเราตามไปด้วยได้ ในการเชื่อมโยงเรื่องราวไม่เท่าไหร่หรอกยังเข้าใจได้

แต่ความมึนงงในส่วนของตรรกะทางวิทยาศาสตร์นี่แหละที่เราต่อไม่ติดอยู่ไม่หายตั้งแต่ฉากนั้นที่รู้สึกว่ามันขี้โม้มากจนกระทั่งตอนจบฉากที่รู้สึกว่าแค่นี้เหรอวะ..พามาไกลขนาดนี้แต่จบง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอวะ?

เหตุผลหนึ่งที่ไม่ได้ตื่นเต้นกับมันมากๆ คงเพราะว่าเราเคยเห็นการเชื่อมโยงมิติโลกแบบนี้มาไม่น้อยโดยเฉพาะในหนังผี หนังแฟนตาซี และหนังไซไฟลึกลับ ถ้านับเฉพาะที่ได้ดูในปีนี้จะเห็นในหนังอินดี้เล็กๆ อย่าง Mr.Jones, Plus One หนังผีกระแสหลักอย่าง Insidious2 ที่ให้ความรู้สึกประมาณฉาก 5 มิติในหนังโนแลนเรื่องนี้อยู่ แต่หนังพวกนั้นมันค่อนไปทางไสยศาสตร์ลึกลับไม่ได้จริงจังที่จะอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์

ขณะที่ Interstellar มันพยายามมากๆ ที่จะอธิบายเยอะแยะมากมายเพื่อให้คนดูเออออสิ่งที่จะพาไปพบเจอแต่ละขั้นตอนด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งสุดท้ายมันพาเราไปพบกับความเชื่อคล้ายๆ กันในเรื่องมิติลึกลับที่เกี่ยวข้องกับเวลาที่มักเห็นในหนังไสยศาสตร์ที่ว่ามา แต่มันน่าสนใจมากๆ ตรงที่ว่าเราไม่ได้เออออกับหนังไซไฟอย่าง Interstellar ได้ง่ายๆ แต่กลับไหลตามตรรกะในหนังลึกลับที่ยกมาข้างต้นนั้นได้ง่ายกว่าและมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ถึงมันจะดูตลกขี้โม้โอเวอร์แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ชอบมากๆในมุมที่คนทำเหมือนจะพยายามอธิบายแฟนตาซีด้วยวิทยาศาสตร์เพื่อให้แฟนตาซีกลายเป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งมันก็น่าสนใจดี

ตอนดูฉากไคลแม็กซ์ 5 มิติ นี่เราทรีตมันไปทางแฟนตาซีมากกว่าวิทยาศาสตร์ นึกถึง Harry Potter and the Prison of Azkaban มากกว่า 2001: A Space Odyssey ถึงแม้ตลอดทั้งเรื่องคนทำจะพยายามอธิบายแต่มันก็ไม่ค่อยจะเข้าหัวเราเท่าไหร่ ไม่ว่าแรงโน้มถ่วง รูหนอน หลุมดำและอื่นๆ อีกเยอะแยะมากมายนั้นเคยได้อ่านได้ยินมา แต่ 5 มิตินี่ยอมรับเลยว่าไม่เคยทักทายกันมาก่อน ยังดีที่การทุ่มเทของ Jonathan Nolan

ที่เข้าคอร์สศึกษาเรื่องราวสัมพัทธภาพร่วม 4 ปีเพื่อมาใช้เขียนบทมันยังมีพลังทะเยอทะยานส่งให้เราเชื่อตามได้บ้าง หวังแค่ว่าที่ใส่มาจะไม่แถจนเกินงามถึงแม้ไอน์สไตน์จะบอกไว้ว่าจินตนาการสำคัญกว่าความรู้ แต่ภายใน169 นาที ของหนังเนี่ยก็ยังไม่พอสำหรับให้จินตนาการของเรากับคนทำมันจูนเข้าหากัน…แล้วเกี่ยวไม่เกี่ยวไม่รู้คือก่อนไปดูเพิ่งอ่าน เจน ญาณทิพย์ จบมาใหม่ๆ แล้วมันก็ยังไม่หายไปจากจินตนาการทำให้เราเผลอเอามิติทางไสยศาสตร์ไปจับไปเติมส่วนที่เราไม่เข้าใจจนมั่วไปกว่าเดิมแต่มันก็สนุกไปอีกแบบ..มีแอบคิดว่าพวกที่ตายในดาวอื่น หรือตายในอวกาศวิญญาณคนพวกนั้นจะกลับโลกได้หรือเปล่านะ? หรือต้องเป็นวิญญาณเร่ร่อนอยู่แถวทางช้างเผือก…ไปกันใหญ่!!! ที่มา

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *