รีวิวหนังสเกลใหญ่ Step Up Year of The Dance ผู้กำกับ รอน หยวน

รีวิว Step Up Year of The Dance โดยครั้งนี้ยังได้ผู้กำกับ รอน หยวน มากำกับหนังสเกลใหญ่ครั้งแรก โดยเขาเป็นทั้งนักแสดงและสตั๊นท์แมนที่มีผลงานทางฝั่งฮอลลีวู้ดมาแล้วมากมาย Step Up Year of The Dance       ส่วนความสนใจใหญ่ ๆ ด้านทีมงาน น่าจะเป็นนักร้องสาว เมิง เหม่ยฉี แห่งวง Cosmic Girl (WJSN) ที่มารับบทนำ ในฐานะดอกไม้หนึ่งเดียวกลางสงครามมิตรภาพระหว่างชายหนุ่ม ซึ่งยังเป็นที่มาของชื่อรีวิวนี้ด้วย คือระหว่างดูเราจะได้แต่สบถด้วยความฮาจากทั้งความแปลก ๆ ของทั้งบทและการกระทำตัวละครต่าง ๆ โดยเฉพาะ เสี่ยวเฟย ตัวละครของเหม่ยฉีนี่ล่ะ

เรื่องราวจับศูนย์กลางอยู่ที่เรื่องราว 3 ตัวละคร โดยเริ่มมาที่ เถี่ยโหยว ชายยากจนที่รักการเต้น เขาและเถี่ยเจีย พี่ชาย กับน้องสาวไม่แท้อย่างเสี่ยวเฟย ได้ร่วมกันใช้การเต้นสร้างตัวขึ้นมาจนกระทั่งครั้งหนึ่ง เหตุทะเลาะวิวาทในผับทำให้เถี่ยวโหยวติดคุก และเมื่อเขาออกมาจากคุกก็ยังมองหาอนาคตไม่เจอ อีกด้านหนุ่มลูกเศรษฐีที่ถูกเล่นไม่ซื่อในวงการเต้นต้องการสร้างทีมกลับไปล้างแค้นทีมอันดับ 1 ของจีน ด้วยการเอาชนะแข่งเต้นเพื่อคว้าสิทธิ์ได้ไปพบทีมแฟนธอม ทีมอันดับ 1 ของโลกจากอเมริกา นั่นจึงเป็นที่มาให้เขาต้องเข้าหาเสี่ยวเฟย เพื่อจูงใจเถี่ยโหยวให้มาร่วมทีมกับเขา โดยไม่รู้เลยว่าลึก ๆ เถี่ยโหยวมีใจให้น้องสาวไม่แท้คนนี้มาตลอด

ความติ๊ดชึ่งของหนังมีตั้งแต่ลูกเศรษฐีที่โดนถีบจนกระเด็นแต่กรรมการมองเฉย แถมยังให้อีกคนที่โกงหน้าด้าน ๆ ชนะเฉ๊ย แล้วอีลูกเศรษฐีก็ไม่วีโต้ไรด้วย ติ๊ดชึ่งต่อมาระหว่างขาเฮียแกเดี้ยงเดินขาลากเลยนะ แต่แกอยากโชว์เถี่ยโหยวว่าแกก็เต้นเก่งนะเฮ้ย พี่แกก็ทิ้งไม้เท้าแล้วเต้นเป็นไฟอย่างกะไมเคิล แจ็คสันเลย ติ๊ดชึ่งถัดไปนังเสี่ยวเฟยโดนเขาหยอดหน่อยก็ไปสนิทอย่างไว มีเอายาหม่องจีนไปให้ลูกเศรษฐีบอกใช้นี่สิจะได้หาย แล้วไอ้การแพทย์สมัยใหม่ที่มีมาก็แพ้พ่ายกับยาหม่องจีนบ้าน ๆ เพราะซีนถัดมา มันเดินปร๋อเลย…ไรฟระ

และชีเสี่ยวเฟยนี่ก็ชะนีลำไยขั้นสุด เรียกว่าบทด้านน่ารำคาญ นิยายหลังข่าวนี่ยกให้เธอได้เลย และซีนที่น่าจดจำมาก ๆ อีกซีนคือการสั่งเสียของตัวละครหนึ่งในเรื่อง ถ้าเป็นเรื่องอื่นคงโดนแทงท้องยิงอก แต่เรื่องนี้มีดบาดขาก็ตายแล้ว รู้ล่ะว่ามันเป็นไปได้แต่ด้านภาพในหนังมันดูอ่อนด๋อยจริง ๆ เมื่อเทียบกับหนังเรื่องอื่น ก็ได้แต่อิหยังวะ และเรื่องก็ไปแบบเรียบง่าย เร่งไวแบบไม่สนใจจังหวะการเล่าในบางที จนทั้งไม่อิน ทั้งนึกเล่นในใจ งั้นเอ็งให้หนังมันจบ ๆ เลยเหอะอย่าแข่งเยอะ ซึ่งมันก็ดันเอาจริงด้วย 555

เรื่องบทอาจง่อย แต่ว่าด้วยโปรดักชั่นนั้นก็ถือว่าไม่ได้ด้อยหรือล้ำไปกว่าภาคเก่า ๆ นัก ออกไปทางจีน ๆ เสียมาก อาจด้วยทีมงานแทบทั้งหมดคือฝั่งจีน ส่วนการออกแบบท่าเต้นนั้นก็สวยงามและตื่นตากลาง ๆ ออกไปทางพอดูได้ หากแต่ขาดนวัตกรรมให้ร้องอื้อหืออย่างภาคที่ผ่าน ๆ มาอย่างพวก แฟลชม็อบ หรือการใช้ท่าหุ่นยนต์ ที่กลายเป็นภาพจำของหนังบางภาคได้ แต่กับหนังภาคนี้กลับโชว์สิ่งที่เรียกว่ากังฟูแดนซ์ ที่ผสมผสานระหว่างท่ากังฟูกับการเต้น ซึ่งคงประทับชาวจีนล่ะ ลองนึกภาพไทยแลนด์ก็อตทาเล้นต์ที่มีคนเอารำไทยประยุกต์กับการเต้นสมัยใหม่มันคงน่าสนใจ แต่กับคนนอกวัฒนธรรมที่มองท่าต่าง ๆ ก็เหมือนกันไปหมดมันไม่ว้าวอย่างแรงเลย

ส่วนที่ทำลายหนังหนักหน่วงสุด ๆ คือโปรดักชั่น 2 ชาตินี่ล่ะ เพราะตอนถ่ายหนังพูดจีนกัน แต่พอนำมาฉายทั่วโลกมีการพากย์ อังกฤษ ทับ โดยเลือกคนพากย์มาใส่อารมณ์ได้โคตรนิ่งเลย ก็อาจเหมาะกับการฝึกฟังภาษาล่ะมั้ง เพราะเรียบมากฟังชัดมาก เรียกว่าทำลายอรรถรสของการรับชมหนังไปอักโข

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *