รีวิว หนัง BumbleBee จากจุดสูงสุดคืนสู่สามัญ กระแสหนังหุ่นยนต์เอเลี่ยน

รีวิว หนัง BumbleBee จากจุดสูงสุดคืนสู่สามัญ กระแสหนังหุ่นยนต์เอเลี่ยน

BumbleBee จากจุดสูงสุดคืนสู่สามัญ นับตั้งแต่ปี 2007 ไมเคิล เบย์คือผู้ปลุกกระแส หนังหุ่นยนต์ เอเลี่ยนของเล่น ออกมาสู่โลกภาพยนตร์ ซึ่งส่วนตัวผมเอง Transformers ภาคแรกคือสิ่งแปลกใหม่และน่าจดจำที่สุดแล้ว ซึ่งดูเหมือนว่าไมเคิล เบย์นั้นได้หลงทิศทางไปซะไกล ด้วยความที่อยากเล่นใหญ่ ในหนังภาคต่อตั้งแต่ภาค 2 ทำให้ภาค 3-5 หนังเองยิ่งต้องเล่นอะไรที่มันยิ่งใหญ่เวอร์วังขึ้นไปอีกเป็นขั้นๆ ไป

โดยที่ไม่ได้สนความเรียบง่ายในการเล่าเรื่อง มันเลยทำให้ภาคหลังๆ นั้น เน้นแอคชั่นเข้าว่า กับ CG สุดอลังการ แต่ผลที่ได้ คนดูเริ่มเบื่อกับการเล่นใหญ่แบบนี้แล้ว เรียกง่ายๆ คือเอียนนั่นเอง ทำให้ภาคสุดท้ายอย่าง The Last Knight ทำเงินได้น้อยมากในตาราง Box Office ถึงขั้นเป็นภาคที่ค่ายหนังเองยอมปิดประตูภาคต่อกันเลยทีเดียว (แต่ด้วยที่โปรเจค ได้เดินเครื่องถ่ายทำกันไปแล้ว จึงสายเกินที่จะยกเลิกโปรเจค)

ถือเป็นภาคแรกที่ดึงคาแรคเตอร์หุ่นยนต์หลักจากซีรีย์ชุดนี้เป็นหนังเดี่ยวเรื่องแรก แถมเป็นภาคแรกที่ไมเคิล เบย์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างด้วย ภาคนี้กำกับโดย ผู้กำกับที่มีผลงาน Animation แบบ Stop Motion อย่างเรื่อง Kubo เป็นผู้กำหนดชะตาอาณาคตแฟนไชร์นี้ หลายคนก็แอบหวั่นๆ เพราะตั้งแต่ปล่อยตัวอย่างมา พร้อมทั้งโปสเตอร์

มันมีความเป็นหนังทุนต่ำ หรือบางคนมองเป็นหนังเกรด B เลยด้วยซ้ำไป แต่แล้วจนกระแสรีวิวใน Rottentomatoes ปล่อยออกมาด้วยคะแนน มะเขือสด 100% ทำให้ทั้งโลกได้กลับมาจับตาและตั้งตารอดูหนังเรื่องนี้

เนื้อเรื่องภาคนี้จะเล่าย้อนไปสมัยที่ ได้หลบหนีเอาตัวรอดจากสงครามดาวไซเบอร์ตรอน มายังโลก และได้กบดานแปลงร่างเป็นรถเต่าสุดคลาสสิค จนกระทั่งได้พบกับชาร์ลี เด็กสาวผู้สูญเสียพ่อ ทำให้ทั้งคู่ได้กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน

หลังจากได้ดูแล้วต้องบอกเลยว่า พล๊อตเรื่องนั้นมีความเรียบง่ายมาก มีความคล้ายคลึงกับหนังคลาสสิกอย่าง ET ที่กำกับโดยสตีเวน สปีลเบริก ก็ว่าได้ ตัวหนังเองเต็มไปด้วยความสนุก กลมกล่อมในด้านบทสนทนา การถ่ายถอดออกผ่านการแสดงทั้งของคนและ CG หุ่น ทำให้คนดูอินได้ เห็นใจ มีอารมณ์ร่วมกับตัวละคร มากกว่า Transformers ทุกภาคเลยด้วยซ้ำ

ถึงแม้ว่าหนังเองจะมีฉากแอคชั่นที่เรียกได้ว่าน้อยโคตร แต่ด้วยการเล่าเรื่องที่มีเสน่ห์น่าติดตามทำให้ผลลับที่ได้ ตัวหนังมีความกลบกล่อมลงตัวเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะเรียบง่ายแต่ Impact กับความรู้สึกคนดูสูงมาก ถือเป็นจุดเปลี่ยนของแฟรนไชส์นี้เลยก็ว่าได้ (หวังว่าคงได้แยกหน่อทำภาคแยกดีๆ แบบนี้ได้อีกหลายภาคนะ) 8.5/10

 

ที่มา

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *