รีวิว SPACE SWEEPERS นักแสดงนำ ซงจุงกิ หนังไซไฟอวกาศเรื่องแรก

Space Sweepers

หนังไซไฟอวกาศเรื่องแรกของเกาหลี SPACE SWEEPERS ดูเหมือนจะได้ inspiration มาจาก หนังไซไฟ หลาย ๆ เรื่อง เช่น บรรยากาศบนโลกก็มีฟีลคล้ายกับ Blade Runner 2049 ส่วนบนอวกาศ SPACE SWEEPERS  ก็ให้ฟีลของ Guardians of the Galaxy กับ Star Wars เป็นต้น ซึ่งงานโปรดักชั่น ซีจี และวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ นี่ต้องชื่นชมนะ ทำออกมาได้ดีเกินคาดมาก

หนังเล่าเรื่องในอนาคต ปี 2092 ที่โลกเต็มไปด้วยอากาศที่เป็นมลพิษจนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถหายใจได้โดยปราศจากอุปกรณ์ช่วยกรองการหายใจ (เชื่อว่า คนไทยทุกคนคงจินตนการโลกใบนั้นออกไม่ยาก) คนรวยหรือคนมีอำนาจเพียง 1% ของประชากรโลกได้ใช้เงินพาตัวเองย้ายขึ้นไปอยู่ยังสวนอีเดนยูโธเปียแห่งใหม่นอกโลก

ครีเอทโดยบริษัท UTS ของ James Sullivan (Richard Armitage จาก The Hobbit) ในขณะที่ประชากรอีก 99% ต้องมีชีวิตอยู่บนโลกอย่างยากลำบาก บ้างก็อพยพไปเป็นแรงงานต่างด้าวบนอวกาศ

ซึ่งหายใจหายคอสะดวกขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังคงกัดก้อนเกลือกิน และไร้หนทางที่จะลืมตาอ้าปากได้ เพราะค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำหรือรายได้สวนทางกับค่าครองชีพ ยังไม่นับภาษี ค่าปรับ หรือดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร ฯลฯ

วันหนึ่ง กลุ่มคนชายขอบของจักรวาล… ทีมภารโรงเก็บขยะอวกาศแห่งยาน Victory อันประกอบไปด้วย Captain Jang (Kim Tae-ri จาก The Handmaiden), Tae-Ho (Song Joong-Ki สามีแห่งจักรวาล จาก The Battleship Island), Tiger Park (Jin Seon-Kyu จาก Kingdom), และหุ่นดรอยด์ Bubs (Yoo Hae-Jin จาก A Taxi Driver) ได้บังเอิญเจอกับ. Dorothy (Park Ye-Rin) เด็กหญิงวัย 7 ขวบ ที่กำลังอยู่ในข่าวว่าเป็น “ระเบิดเดินได้ที่หายไป” พวกเขาจึงคิดจะเอาเด็กหญิงคนนี้ไปแลกกับเงินก้อนใหญ่ เพื่อที่จะได้มีเงินไปจ่ายหนี้ และทำตามเป้าหมายที่อยากทำ

 

จุดเด่นคือความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม
สิ่งที่น่าสนใจและเป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือ เขาทำโลกในอนาคตเป็น multicultural world นอกจากจะมีตัวละครหลากหลายเชื้อชาติแล้ว แต่ละตัวละครยังพูดภาษาแม่ของใครของมันในการสื่อสารกันโดยมีเครื่องแปลภาษาหนีบอยู่ที่หู (ตอนแรก คิดว่าจะได้ฟัง accent Joong-Ki

ตอนสปีคอิงลิชอีกซะอีก อดเลย) คนที่พูดภาษาอังกฤษส่วนใหญ่เป็นผู้ทรงอิทธิพล มีเงิน มีอำนาจ เช่น CEO ที่เป็นตัวการร้ายของเรื่อง และเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ

หนังไม่สุดสักทาง แต่ก็ยังเป็นหนังที่น่าสนับสนุน
นอกจากนี้ หนังก็มี subplot ประมาณหนึ่ง ทั้งประเด็นสิ่งแวดล้อม ทุนนิยม มนุษยธรรม และทรานเจนเดอร์ แต่ก็ไม่ได้ใหม่หรือหวือหวานัก อีกทั้งยังกระจายหรือจัดการไม่ค่อยลงตัว

แถมหนังยังยาวเกินความจำเป็นไปหน่อย แอบง่วงไป 2-3 ที (หนังยาว 2 ชั่วโมง 16 นาที) ลึก ๆ ก็แอบเสียดายนิดหน่อย เพราะปกติหนังเกาหลีจะทำได้ดีกว่านี้สำหรับการเสียดสีสังคมทุนนิยมหรือระบบชนชั้น

ในส่วนของอารมณ์ นักแสดงหลักเล่นดีนะ แต่เราคิดว่าหนังยังพาเราไปได้ไม่สุดสักทาง กล่าวคือ แอ็คชั่นก็ไม่ได้ว้าวขนาดนั้น (แต่ก็พยายามคิดว่า อาจเพราะเราดูบนจอเล็กที่บ้าน) ดราม่าก็ไม่ได้เข้มข้นขนาดนั้น (หรือเพราะเรานอนดูที่บ้าน เลยไม่ได้ตั้งใจอิน?) มุกก็ไม่ได้ฮาแบบหนัง Marvels หรือใดใด แต่โดยรวม เป็นหนังที่ดูได้เพลิน ๆ เรื่อย ๆ ในครัวเรือน และขอให้คะแนนในความพยายาม ที่สำคัญหนังมี Song Joong-Ki เป็นพระเอกด้วยอีก เป็นอันหักล้างข้อด้อยของหนังได้ ไม่ต้องพูดเยอะ  แทงบอล

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *