สิ่งที่ควรทำ ก่อนวางแผนก่อนตัดสินใจ ซื้อบ้าน ให้ไม่มีปัญหาทีหลัง

สิ่งที่ควรทำ ก่อนวางแผนก่อนตัดสินใจ ซื้อบ้าน ให้ไม่มีปัญหาทีหลัง

บ้านและคอนโด เป็นการลงทุนที่ใช้เงินค่อนข้างมาก ก่อนที่จะ ซื้อบ้าน หรือคอนโดฯ คุณจึงต้องมีการหาข้อมูล และตรวจสอบรายละเอียด และทำความเข้าใจกับกฎหมายทางด้านอสังหาริมทรัพย์ให้เข้าใจ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การเสียเงิน เสียเวลาในภายหลัง มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่เราต้องวางแผนก่อนซื้อบ้าน

 

1.สำรวจความต้องการของตนเอง

ในการเลือกซื้ออสังหาฯ ผู้ซื้อจะต้องกำหนดความต้องการของตนเองว่ามีบ้านในฝันแบบไหน เช่น บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ และคอนโดมิเนียม ซึ่งในแต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการตกแต่งบ้าน ราคา รูปแบบ และเนื้อที่ใช้สอย

 

2. การตั้งงบประมาณ-ซื้อตามกำลังทรัพย์

การเลือกบ้านที่เหมาะสมควรเป็นไปตามกำลังความสามารถในการผ่อนชำระ ไม่ควรซื้อบ้านราคาสูงเกินกำลัง เพราะแทนที่จะมีชีวิตสุขสบายกับบ้านหลังใหม่ สามารถแบกรับภาระหนี้ในการผ่อนชำระต่อไปในอนาคตอีกนับสิบๆ ปี เพราะปกติเมื่อเราทำงานได้ตามเกณฑ์ทั่วไปที่ธนาคารกำหนด คือทำงานต่อเนื่องมาเป็นเวลา 2 ปี ก็สามารถกู้ซื้อบ้านได้แล้ว หากซื้อบ้านที่มีราคาสูงเกินความสามารถก็จะกลายเป็นทุกข์เพราะเหน็ดเหนื่อยกับการตั้งหน้าตั้งตาหาเงินมาผ่อนชำระค่าบ้าน จนไม่มีเวลาได้พักผ่อนหรือใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนั้น โดยทั่วไป ค่าผ่อนบ้านในอัตราที่เหมาะสม คือ 25% ของรายได้ และมากสุด ไม่ควรเกิน 35% เพราะจะทำให้ภาระหนี้ตึงมือ จนทำให้บ้านหลุดมือไปได้

 

3.การพิจารณาทำเลที่ตั้งโครงการ

หลังจากที่ผู้ซื้อประเมินกำลังเงินของตัวเองอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า รายได้ของครอบครัวเหมาะสมที่จะซื้อที่อยู่อาศัยในประเภทไหนที่จะกู้เงินกับธนาคารหรือสถาบันการเงินได้ และสามารถผ่อนส่งได้โดยไม่เดือดร้อน สิ่งแรกที่ผู้ซื้อจะต้องปฏิบัติคือ การหาข้อมูลเบื้องต้นของบ้านที่ต้องการซื้อ โดยยึดเอาทำเลที่ตั้งที่สมาชิกในครอบครัวสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกที่สุด มาเป็นข้อพิจารณาอันดับแรกได้แก่ การเดินทางไปสถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษาของสมาชิกในครอบครัว ระบบโครงข่ายคมนาคมที่มีระบบขนส่งรองรับ ทำให้การเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจประจำวันสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งการเลือกทำเลที่ตั้งของบ้านจะพิจารณาจากความเหมาะสมกับความต้องการและวิถีชีวิตของคนในครอบครัวเป็นหลัก

 

4.เลือกโครงการและราคาที่เหมาะสม

เมื่อผู้ซื้อได้ทำเลที่ต้องการแล้ว ในแต่ละทำเลจะมีโครงการที่ให้ผู้ซื้อเลือกอย่างมากมายทั้งโครงการขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก สิ่งที่จะต้องพิจารณาในขั้นตอนต่อไป คือการพิจารณาเลือกโครงการและราคาที่เหมาะสม สำหรับโครงการที่ดีนั้นควรจะมีสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่ครบถ้วน เช่น ถนน ท่อระบายน้ำ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายการจัดสรรที่ดินกำหนดหรือไม่ สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ เช่น สระว่ายน้ำ สวนสาธารณะ หรือสปอร์ต คลับ มีตรงตามความต้องการของผู้ซื้อหรือไม่ ในบริเวณใกล้เคียงโครงการมีโรงเรียน โรงพยาบาล หรือศูนย์การค้าหรือไม่ รวมถึง สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกโครงการ เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของสมาชิกในครอบครัวหรือไม่

ซื้อบ้านไม่จำเป็นต้อง “ใหม่” มือหนึ่งเสมอไป: เพราะการซื้อบ้านมือสอง ผู้ซื้อมีโอกาสต่อรองราคาได้มากกว่าบ้านมือหนึ่งและอาจได้บ้านดีราคาถูกตามไปด้วย ขณะที่เหตุการณ์แบบนี้แทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในโครงการบ้านใหม่ ดังนั้น บ้านมือสองอาจเป็นทางเลือกที่ดีก็ได้ โดยเฉพาะในบางทำเลบ้านใหม่ๆ หายาก หรือแทบไม่มีโครงการใหม่เกิดขึ้น

 

นอกจากนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกประการหนึ่ง คือ บริษัทหรือเจ้าของโครงการมีความน่าเชื่อถือมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการ ที่อยู่อาศัยมากน้อยเพียงใด โดยพิจารณาจากประวัติชื่อเสียงและผลงานในอดีต เพื่อเป็นเครื่องรับประกันในขั้นต้นว่า ผู้ซื้อจะได้บ้านที่มีมาตรฐานทั้งด้านความมั่นคงแข็งแรง และก่อสร้างบ้านให้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกันอย่างตรงเวลา ในกรณีนี้ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์และมีความเป็นมืออาชีพ จะได้เปรียบกว่าผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยมีผลงานในการก่อสร้างเลย

 

5.การวางมัดจำ และทำสัญญาซื้อขาย

ก่อนทำสัญญาจะซื้อ หรือสัญญาวางมัดจำนั้น หากเป็นการซื้อบ้านพร้อมที่ดินผู้ซื้อควรตรวจสอบสำเนาโฉนดทั้งด้านหน้า และด้านหลัง รวมถึงตรวจสอบทะเบียนบ้านเพื่อยืนยันสิทธิ์ของเจ้าของบ้าน หรือเจ้าของที่ดินเดิม แต่ในกรณีที่เป็นอาคารชุด หรือห้องชุด อาจต้องดูสัญญาจะซื้อห้องชุด โดยตัวอย่างเอกสารสัญญาเหล่านี้สามารถดาวน์โหลดได้จากอินเทอร์เน็ต ดังเช่น ตัวอย่างสัญญาในเว็บไซต์ สำนักกฎหมายสวัสดิธรรม ทั้งนี้ เรื่องการวางเงินมัดจำ ต้องขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย โดยเงื่อนไขต่าง ๆ จะต้องมีระบุไว้ในเอกสารสัญญาอย่างชัดเจน

 

6.การติดต่อขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน

คนส่วนใหญ่นิยมกู้เงินมาซื้อบ้านแต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่นิยมซื้อด้วยเงินของตัวเอง อาจจะด้วยเหตุผลหลายอย่าง แต่หนึ่งในนั้นคือ ไม่อยากเสียดอกเบี้ย ในความเป็นจริงแล้ว อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านเป็นอัตราที่ถูกมาก เมื่อเทียบกับเงินกู้ประเภทอื่นๆ นอกจากนี้การกู้เงินเพื่อซื้อบ้านยังมีโอกาสได้สิทธิ์ลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ได้อีกซึ่งในแง่การลงทุน ยิ่งกู้ได้มากยิ่งดี เพราะนั่นหมายถึง เราไม่ต้องใช้เงินตัวเองในการลงทุน เงินก้อนที่จะจ่ายสดไปกับการซื้อบ้าน สู้นำไปลงทุนเพิ่มพูนมูลค่าน่าจะดีกว่า ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับมุมมองความคิดของแต่ละคน

นี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งในการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ บ้าน, คอนโดฯ, ทาวน์เฮาส์, โฮมออฟฟิศ เท่านั้น ยังมีข้อควรคิดพิจารณาอีกมากมาย เช่น สภาพแวดล้อมของบ้าน, การจัดวางผังของหมู่บ้านจัดสรร, ความปลอดภัย, ระบบสาธารณูปโภค, ความมั่นคงและความเชื่อถือของเจ้าของโครงการ เป็นต้น ดังนั้นผู้ที่คิดจะซื้อบ้านควรทำความเข้าใจกับรายละเอียดต่างๆ ให้มากก่อน เพื่อจะได้บ้านที่เราฝัน

 

มันเป็นความจริงที่ว่า “บ้าน” เป็นทรัพย์สินที่เราใช้ “อารมณ์” ในการตัดสินใจมากกว่าการลงทุนประเภทอื่นมาก

 

เพราะบ้านเป็นทั้งที่อยู่อาศัยให้เราได้ผ่อนคลายจากโลกที่วุ่นวายข้างนอก เป็นสถานที่ๆ เราเติบโต เริ่มต้นสร้างครอบครัว และก็เลี้ยงลูกเราต่อจนโต ทั้งยังแหล่งลงทุนที่หลายคนหวังว่าจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าเดิมในอนาคต ดังนั้นเราจึงผูกพันกับบ้านมากกว่าการลงทุนประเภทอื่น

 

และหลายครั้ง เราก็มักปล่อยให้ความคิดของ “การเป็นเจ้าของ” (ownership) เข้ามามีอิทธิพลและบดบังหลักการใช้เหตุผลในการ “ซื้อบ้าน” จนทำให้เราได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดในระยะยาว ยกตัวอย่างเวลาที่คนมักสนใจในขนาดและรูปแบบของตัวบ้านมากกว่าความจริงที่ว่า พวกเขาอยากจะใช้เวลาไปกับครอบครัวให้ได้มากที่สุด ดังนั้น พวกเขาก็อาจตัดสินใจซื้อบ้านที่ “เพอร์เฟ็ค” มาก แต่กลับต้องใช้เวลาเดินทางจากบ้านไปกลับที่ทำงานมากกว่า 2 ชั่วโมง แทนที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวซะอย่างนั้น

 

และนี่ก็เป็นข้อผิดพลาดทางด้านจิตวิทยาของคนซื้อและคนขายบ้าน ที่เรามักพบในตลาดอสังหาฯ

 

เพิกเฉยภาพรวม

 

สำหรับผู้ที่กำลังจะซื้อบ้าน พวกเขามักมองและถูกดึงดูดด้วยจุดน่าสนใจทางกายภาพของบ้าน แต่ละจุด อย่างเช่น สวนหลังบ้านที่กว้าง เฟอร์นิเจอร์สวยหรู ห้องนอนที่กว้างมาก เพราะเราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม แต่บางครั้งมันก็ไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะการย้ายบ้านก็ได้อย่างเสียอย่างเหมือนกัน

 

สิ่งที่ต้องแลกในหลายๆ กรณีก็คือ ระยะเวลาในการเดินทาง หลายคนย้ายไปอยู่บ้านที่ใหญ่ขึ้นแต่ก็ไกลจากที่ทำงานมากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้มีเวลาอยู่กับครอบครัวน้อยลงอีก ซึ่งการเดินทางไปกลับจากที่ทำงานนี้ก็มักไปลดทอนความสุขและเพิ่มความเครียดได้เหมือนกัน มีการศึกษาจาก Scandinavian Journal of Economics ที่ทำให้เห็นว่า คนที่ใช้เวลาในการเดินทางนานกว่า ในแง่ของความรู้สึก พวกเขาจะมีความอยู่ดีมีสุขน้อยกว่าคนที่ใช้เวลาเดินทางน้อย

 

มันง่ายเหลือเกินที่เราจะหลงเสน่ห์ไปกับความน่าสนใจและจุดเด่นทางแง่ของกายภาพต่างๆ ของบ้านที่จะซื้อ แต่ผู้ซื้อต้องไม่ลืมพิจารณาว่า บ้านที่จะซื้อจะส่งผลอย่างไรกับความสัมพันธ์ทางสังคมของเราบ้าง

 

มองข้ามรายจ่ายใหญ่ๆ

 

คนที่กำลังซื้อบ้านมองค่าใช้จ่ายเป็นส่วนๆ และไม่นำมาคิดรวมเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการปรับแต่งบ้าน ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจผิดๆ เกี่ยวกับราคาแท้จริงที่พวกเขาต้องจ่ายไปกับบ้านหลังนั้น อย่างเช่น บางคนก็เอาเงินไปจ่ายเงินดาวน์ไว้มากเสียจนไม่เหลือเงินไว้ซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งบ้านที่พวกเขาต้องการ ดังนั้นเวลาที่คุณจะซื้อบ้าน คุณต้องคำนวณเงินในการตกแต่งและซื้อเฟอร์นิเจอร์ด้วยเช่นกัน

 

ชั่งน้ำหนักระหว่างการซื้อบ้านกับการเช่าบ้าน

 

ความกังวลใจด้านการเงินที่ใหญ่ที่สุดในการซื้อบ้านก็คือ “จริงๆ แล้ว คุณควรที่จะซื้อบ้านหรือเปล่า” ซึ่งมีผลการวิจัยที่บอกว่า มันมีประโยชน์ในด้านจิตวิทยาที่จะตัดสินใจซื้อไปเลย ในขณะเดียวกันก็มีประโยชน์ที่จะเก็บเป็นทางเลือกไว้ด้วย

 

การซื้อบ้านทำให้เกิดแรงสนับสนุนทางจิตใจสูงทีเดียว เพราะการซื้อบ้านทำให้ผู้ซื้อเกิดความรู้สึกที่ว่า “ได้เป็นเจ้าของบ้านแล้วนะ” ซึ่งนับว่าเป็นจุดยิ่งใหญ่สำคัญทีเดียว เพราะการเป็นเจ้าของบ้านทำให้ผู้ซื้อสามารถควบคุมอะไรได้มากขึ้นเพราะไม่ต้องไปคอยถามความเห็นจาก “ผู้ให้เช่า” (landlord) อีกต่อไป

 

แต่ในขณะที่ความรู้สึกได้เป็นเจ้าของเป็นเหตุผลหนึ่งในการซื้อบ้าน แต่ก็ยังมีอีกหลายองค์ประกอบที่คุณยังไม่เคยค้นพบเมื่อได้เป็นเจ้าของบ้านจริงๆ ดังนั้นคุณต้องเตรียมความพร้อม

คาดหวังว่าจะได้เงินคืนก้อนโต

 

สำหรับการขายบ้าน ความจริงคือ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ขายบ้านในราคาก้อนโตอย่างที่คิด แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีคนอีกมากที่ตั้งราคาบ้านของพวกเขาไว้อย่างโลกสวยทีเดียว มีการศึกษาของอาจารย์มหาวิทยาลัย Yale ท่านหนึ่งที่ทำการสำรวจคนซื้อบ้าน ปรากฎว่า คนซื้อบ้านนั้นคาดหวังว่าราคาในอนาคตของบ้านจะเพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้พวกเขาซื้อบ้านในราคาที่ไม่ได้ดีนักเมื่อดูจากทำเลและสังคมโดยรอบ เพราะพวกเขาคิดว่าเป็นการลงทุนที่ดี

 

แม้ว่ายังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าทำไมเจ้าของบ้านมักจะมีมุมมองต่ออนาคตที่ค่อนข้างสดใสมาก แต่นักวิชาการก็คิดว่าเป็นผลมาจาก “ภาพลวงของเงิน” คือ ความผิดพลาดที่เรามักไม่นำเอา “ค่าเงินเฟ้อ” เข้ามาพิจารณาด้วย

 

ลองคิดดูง่ายๆ ว่าเมื่อคุณได้บ้านจากคุณย่ามาเป็นมรดก คุณรู้ว่าราคาบ้านในปัจจุบันคือ 3 ล้าน แล้วคุณก็ดูราคาที่คุณย่าซื้อมาแค่ 5 แสน คุณก็คิดว่า “ว้าว ได้เงินเยอะเลย” แต่ที่มันดูเยอะเพราะคุณยังไม่ได้เอาเงินเฟ้อเข้ามาคำนวณในราคาบ้านเลย ดังนั้นคุณอาจจะไม่ได้ทำกำไรเท่าไรเมื่อเอาเงินเฟ้อมาคำนวณด้วย

 

พูดถึงซื้อบ้าน มันเป็นค่าใช้จ่ายครั้งใหญ่ของชีวิต ..อาจจะหนักกว่ารถด้วยซ้ำ ยกเว้นบางคนที่รถแพงกว่าบ้าน (ซึ่งก็มีเยอะอยู่ โดยเฉพาะ Thailand Only อินดี้ เมืองไทย)

 

บ้านคือ หนึ่ง ตัวแทนความภูมิใจในความสำเร็จ (กู้สำเร็จ แต่ยังผ่อนไม่สำเร็จ อันนี้ปัญหาใหญ่และยาว เพราะมันหลายสิบปีอยู่ ..คิดง่ายๆ แทบไม่มีใครวางแผนเก็บเงินระยะยาว 30 ปี แต่พอจะกู้ ดันกู้ยาว 30 ปี – งง เบย)สอง บ้านคือสถานที่แสดงอำนาจ …พูดง่ายๆ ทั้งสองอย่างนี้มันผิดวัตถุประสงค์ของ คำว่า บ้าน แบบคนละโลกเลย

‘บ้าน’ จริงๆ ไม่ใช่สถานที่ ..สมัยโบราณเราอยู่ในถ้ำ ย้ายไปย้ายมา ตามแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร ..เดี๋ยวนี้มาอยู่ในแท่งปูน ย้ายไปมาตามงานที่ทำ บ้านจริงๆ คือ ‘การเชื่อมต่อ คนที่เราอยู่ด้วยแล้วเรา มั่นใจ พักใจ วางใจ คนนั้นก็คือบ้านนั่นเอง ..แทบไม่เกี่ยวกับสถานที่แต่อย่างใด’

 

สิ่งที่ต้องคิดในการซื้อบ้าน มีดังนี้…

 

1. ‘บ้านต้องอยู่แล้วเย็น’ จะให้เย็นต้องไม่เป็นหนี้ หรือ เป็นหนี้เมื่อตัวเองสามารถจ่ายเงินก้อนได้ เพียงแต่เป็นหนี้เพื่อหักภาษี – พูดง่ายๆ คือ ควรซื้อบ้านเมื่อเราสามารถซื้อ

 

2. ‘ทำเลที่ขายต่อง่าย’ ทำเลของบ้านคือมูลค่า แต่ตัวบ้านจริงๆ ไม่มีมูลค่า ดังนั้น ใส่เงินกับทำเลที่เราสามารถขายต่อง่าย ..ทำเลที่มี Supply จำกัด แต่ Demand โตเรื่อยๆ ..ทำเลที่เติบโตทางเศรษฐกิจและทำมาหากินคล่อง

 

3. ‘ไม่เลือกบ้านที่สร้างภาระในการเดินทาง’ หลายคนเลือกบ้านที่ไกลหน่อย เพราะราคาถูก แต่สุดท้ายคนส่วนใหญ่ก็เลือกแบบนั้น ทำให้เราใช้ชีวิตเช้าก็แย่งเข้าเมือง เย็นก็แย่งออกเมือง เสาร์อาทิตย์ก็แย่งกันกินชานเมือง วันหยุดยาวก็แย่งกันหนีความวุ่นวายไปเจอความวุ่นวายพร้อมกันอีก ..เฮ้อออ!!

 

4. ‘ไม่สร้างบ้านไว้โชว์ใคร’ ให้สร้างบ้านหรือซื้อบ้านที่ตอบโจทย์เรา จะทำให้เราอยู่แล้วสบาย ซึ่งดีกว่าอยู่แล้วดูดีแต่ก็ไม่ได้มีใครสนใจ ?

 

5. ‘บ้านชีวิตชัด’ คือบ้านที่ตอบโจทย์ชัดเจน เพียงอย่างเดียว เช่น ใกล้โรงเรียน มีโรงพยาบาลดี ใกล้ย่าน Shopping ติดแม่น้ำ ..แต่ต้องเลือกจุดเด่นให้ชัดเพียงอย่างเดียว เพราะ ถ้าดีทุกอย่าง มันจะแพงโดยไม่จำเป็น

 

ถ้าบ้านยังไม่โดน 5 ข้อนี้ ก็เช่าอยู่จนกว่ามันจะพร้อม ..เพราะการซื้อบ้านในเวลาไม่พร้อม อาจทำให้

1. เงินขาดมือเสมอจากค่าผ่อนบ้านที่เกินตัว

2. เลือกทำเลบ้านที่ไม่ดี ราคาไม่ขึ้น ขายต่อไม่ได้ ปล่อยเช่าก็ไม่ได้ ก็หมายความว่า ‘ติดคุก’

3. ทำเลบ้านแย่ กระทบงานที่ทำ

4. ทำเลบ้านที่ผิด ทำให้ต้องซื้อรถในเวลาที่เราอาจไม่พร้อม เพิ่มภาระในชีวิตอีกปมใหญ่เช่นกัน

5. ค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดของบ้าน ที่ไม่เหมาะกับตัวเอง ทำให้หลายคนไม่เหลือเงินเก็บเลย

 

รับออกแบบบ้าน 

You might also like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *